วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ซื้อปลาสลิดหอมได้ที่นี่เลย :)




สามารถสั่งซื้อปลาสลิดหอมได้ตามลิงค์ด้านล่างได้เลยค่ะ 
 





















ที่มาของรูป https://www.pstip.com
วันที่สืบค้น 4/6/2561

ขั้นตอนการทำ “ปลาสลิดหอม”



ขั้นตอนการทำ






 ที่มา  :   https://www.youtube.com

วันที่สืบค้น 4/6/2561








ขั้นตอนการทำปลาสลิดหอม





ขั้นตอนการทำปลาสลิดหอม มีดังนี้
1) การแปรรูปขั้นพื้นฐาน จะใช้ปลาที่ยังมีชีวิตอยู่ไปแช่น้ำแข็งเพื่อเพิ่มน้ำหนักของปลา และ
ไม่ให้ปลามีเนื้อแข็ง (นิยมใช้ปลาตัวเมียมากกว่าตัวผู้ เพราะมีความอร่อยกว่า เนื่องจากมีมันมาก)
จากนั้นนำปลาไปแช่น้ำเกลือเพื่อป้องกันการเน่าเสีย
2) นำปลาสลิดที่ผ่านการแปรรูปขั้นพื้นฐานมาฉีดน้ำ ขอดเกล็ดปลาให้เกลี้ยง ตัดหัว ควักไส้
และแยกเอาไข่ปลาไว้ต่างหาก จากนั้นล้างเลือดปลาให้สะอาด ถ้าล้างไม่หมด เลือดของปลาจะทำให้
เกิดรา เน่าง่ายและมีกลิ่น
1/ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ
3) ทำการหมักปลาซึ่งแต่ละท้องที่มีสูตรการหมักที่แตกต่างกันจากประสบการณ์ของ
ผู้เชี่ยวชาญ2แต่ละท่าน แต่หลักการหมักโดยทั่วไปคือคลุกเคล้าปลากับเกลือให้ทั่วแล้วนำไปหมักในถัง
หมัก 1 คืน อัตราส่วนของปลาและเกลือที่ใช้จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณของปลาและขนาด เช่น ใช้
ปลา 15 กิโลกรัมต่อเกลือ 3 กิโลกรัม หรือถ้าเป็นปลาขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ จะใช้อัตราส่วนของ
ปลาและเกลือ 20, 19 และ 18 กิโลกรัมต่อเกลือ 1 กิโลกรัม ตามลำดับ
4) นำปลาที่ผ่านการหมักไปล้างน้ำเพื่อเอาเกลือออก จากนั้นนำปลาไปแช่น้ำที่ผสมหัวน้ำส้ม
นาน 5 นาที สุดท้ายล้างต่อด้วยน้ำบาดาล (น้ำบาดาลช่วยล้างคาวปลาได้ดี) หรือล้างด้วยน้ำต้มสุกที่
เย็นแล้ว
5) นำปลาที่ได้ไปตากแดด 1-3 แดด ในที่โล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อให้ปลาแห้งเร็ว
ระยะเวลาการตากปลาสลิดจะแตกต่างกันตามฤดูกาล คือในฤดูหนาวจะใช้เวลาตาก 1-2 แดด แต่ถ้า
เป็นฤดูฝนจะตาก 1.5-3 แดด
6) ปลาสลิดที่ผ่านการตากแดดมาแล้ว จะใช้ทางมะพร้าวหรือวัสดุอื่นปิดคลุมบนเผือกที่ตาก
ปลาไว้ พอปลาเย็นลงแล้วให้โกยใส่เข่งขนไปไว้ในที่ร่ม แล้วค่อยเรียงปลาในเข่งให้เป็นวงกลมสวยงาม
โดยต้องระวังไม่ให้น้ำมันจากตัวปลาสลิดตกลงไปใส่ตัวอื่น เพราะจะทำให้ตัวปลาเหนียวและติดกัน
จนเป็นราได้ง่ายในที่สุด (แก้ไขโดยนำปลามาผึ่งแดดหรือลมใหม่จนแห้งจะดีที่สุด แต่อย่านำปลาไป
ล้างน้ำ เพราะจะทำให้ตัวปลาไม่เป็นมัน เนื้อแห้งและไม่หอม)




ที่มาของรูป : http://pasusat.com
ที่มาของข้อมูล : https://soclaimon.wordpress.com
วันที่สืบค้น 4/6/2561

สิ่งที่ต้องใช้เมื่อทำปลาสลิดหอม

อุปกรณ์ 1. ถังน้ำแข็งหรือกระติก 1 ใบ 2. เขียง 1 อัน 3. มีด 1 ด้าม 4. กะละมัง 1 ใบ 5. กระด้ง 1 ใบ ส่วนผสม 1. ปลาสลิด 2 กิโลกรัม 2. เกลือ 4 ถ้วยตวง 3. น้ำแข็ง 2 กิโลกรัม


ในการผลิตปลาสลิดแดดเดียวหรือปลาสลิดตากแห้ง มีวิธีการเริ่มจากการตัดหัว และควักไส้แล้ว นำมาล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนนำมาคลุกเค้าด้วยเกลือ และน้ำแข็ง ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นล้างด้วยน้ำ ก่อนนำไปตากแดดปกติแล้วสัดส่วนของปลาต่อเกลือต่อน้ำแข็งจะอยู่ที่ 1:1:1
การคัดเลือกปลา และทำความสะอาด – ควรเป็นปลาที่มีความสด เหมาะสมที่จะใช้บริโภคได้ เมื่อนำมาตัดแต่ง – ควรเป็นปลาที่มีไขมันอยู่ในเนื้อปลา การคัดขนาดของปลา – ปลาใหญ่พิเศษ 4 – 6 ตัว/กิโลกรัม – ปลาใหญ่ 6 – 9 ตัวต่อกิโลกรัม – ปลารอง 12 – 16 ตัวต่อกิโลกรัม – ปลาจิ๋ว เป็นปลาที่มีขนาดเท่าๆ ปลากระดี่ นำไปเรียงเป็นวง ๆ แล้วตากแห้งเรียกว่า ปลาวง หลังจากการคัดแยกเสร็จจะทำการตัดแต่ง โดยการขอดเกล็ด ตัดหัว และชักไส้ หลังจากนั้น ให้ล้างให้สะอาดด้วยน้ำเกลือ 7-10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก เพื่อขจัดเลือดและเมือกออกจากตัวปลาให้มากที่สุด แล้วปล่อยไว้ให้สะเด็ดน้ำก่อนใส่เกลือ เมื่อได้ปลาที่ต้องการแล้ว เข้าสู่กรรมวิธีการทำเค็มต่อไป การใช้เกลือหมัก • การใช้เกลือเม็ด กรรมวิธีที่ 1 เคล้าปลากับเกลือให้ทั่วแล้วเรียงปลาเป็นชั้นๆ ในภาชนะที่ใช้หมัก โดยการโรยเกลือคั่นระหว่างชั้นให้สูงไม่เกิน 1.5 เมตร เกลือจะดูดน้ำออกจากตัวปลา เพื่อละลายตัวเองเป็นน้ำเกลือ และเกลือจะซึมเข้าสู่ตัวปลาอย่างรวดเร็วป้องกันไม่ให้ปลาเน่าเสีย น้ำจากตัวปลาจะกลายเป็นน้ำเกลือซึ่งจะปล่อยทิ้งไป และเพื่อให้น้ำในตัวปลาซึมออกมากที่สุด จึงควรใช้ของหนักวางทับหรือขัดเพื่อกันไม่ให้ปลาลอย กรรมวิธีที่ 2 เรียงปลาเป็นชั้นๆ ในภาชนะที่ใช้หมัก โดยโรยเกลือคั่นระหว่างชั้น เมื่อเกิดน้ำเกลือท่วมตัวปลาแล้วทิ้งไว้เช่นนั้นสักระยะหนึ่ง หรือจนปลามีความเค็มตามต้องการ หากเห็นว่า เกลือที่ใช้ครั้งแรกไม่พอ ให้เติมเกลือลงไปอีก • ใช้น้ำเกลือ (Wet or brine salting) ใส่ปลาในภาชนะที่ใช้หมัก ใช้วัสดุที่เหมาะสมวางทับหรือขัดเพื่อกันไม้ให้ปลาลอย เทน้ำเกลืออิ่มตัวหรือน้ำเกลือที่มีความเข้มข้น ไม่น้อยกว่า 12 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักให้ท่วมปลา โดยใช้อัตราส่วนของน้ำเกลือต่อปลา 1 : 1 โดยน้ำหนัก เพื่อให้ปลาเค็มที่ได้มีลักษณะและเนื้อสัมผัสเป็นที่ยอมรับ น้ำเกลือควรต้ม กรองและปล่อยให้เย็นก่อนใช้ เพื่อป้องกันการเน่าเสียของปลาอันเกิดจากการเจริญของแบคทีเรียที่ชอบเกลือ • ใช้เกลือเม็ดกับน้ำเกลือ เคล้าปลากับเกลือให้ทั่ว และใส่ในช่องท้องกับช่องเหงือกด้วย เรียงปลาเป็นชั้นๆ ในภาชนะที่ใช้หมักโดยโรยเกลือคั่นระหว่างชั้น แล้วโรยเกลือทับหน้าหนาประมาณ 7.5 เซนติเมตร อีกชั้นหนึ่ง ใช้วัสดุที่เหมาะสมวางทับหรือขัดเพื่อกันไม่ให้ปลาลอย แล้วเติมน้ำเกลืออิ่มตัวลงในภาชนะที่ใช้หมักจนท่วมตัวปลาหมักทิ้งไว้เป็น เวลา 7 – 10 วัน หลังจากการขอดเกล็ด ตัดหัว ควักไส้แล้วให้ ดองเกลือในอัตราส่วนต่างๆ กัน ดังนี้ – ปลาขนาดเล็ก อัตราส่วน ปลา : เกลือ 20 : 1 – ปลาขนาดกลาง อัตราส่วน ปลา : เกลือ 19 : 1 – ปลาขนาดใหญ่ อัตราส่วน ปลา : เกลือ 18 : 1 ทำการดองเกลือ 1 คืน (ประมาณ 12 ชั่วโมง) เอาออกมาล้าง การหมักจะใช้เกลือป่นคลุกเคล้าให้ทั่วแล้วนำไปหมักหรือดองในถังหมัก โดยถังหมัก 1 ถัง สามารถจุปลาได้ประมาณ 200 ตัว ซึ่งในขณะที่ทำการหมักจะมีฝาปิดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันลงไปไข่ แบ่งการหมักออกเป็น 2 ลักษณะ คือ – ใส่เกลือลงไปในปลาในจำนวนที่เหมาะสม – การเพิ่มน้ำแข็งเข้าไป ซึ่งจะทำให้ปลามีคุณภาพดีและเค็มได้นานกว่าหลังจากหมักปลาประมาณ 1 คืน ก็จะนำไปล้างน้ำเพื่อเอาเกลือออก และเกลือที่ใช้หมักปลาในถังหมักจะใช้ได้เพียงครั้งเดียว ถ้าหากจะทำการหมักปลาใหม่จะต้องล้างถังให้สะอาด และดำเนินการในขั้นตอนแปรรูปขอดเกล็ด และหมักใหม่อีกครั้ง


ที่มาของข้อมูล http://www.sereepong.rwb.ac.th
  http://pasusat.com/
วันที่สืบค้น 4/6/2561

ปลาสลิดหอม

ปลาสลิดหรือปลาใบไม้ เป็นปลาน้ำจืดในภาคพื้นเอเซีย พบมากแถบประเทศไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา และฟิลิปินส์ สำหรับประเทศไทยปลาสลิดซึ่งเป็นปลาพื้นบ้านของประเทศไทย มีแหล่งกำเนิดอยู่ในที่ลุ่มภาคกลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า "TRICHOGASTER PECTRALIS" นิยมเลี้ยงกันมากในแถบบริเวณภาคกลางของประเทศไทย โดยจะเลี้ยงอยู่ในนาข้าว คนเลี้ยงปลาสลิด เรียกว่า "ชาวนาปลาสลิด" และบ่อเลี้ยงปลาสลิด เรียกว่า แปลงนาปลาสลิด หรือล้อมปลาสลิด ซึ่งมีกรมประมงเป็นผู้ส่งเสริมการเลี้ยงปลาสลิดดังกล่าว
สำหรับแหล่งปลาสลิดที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี มีรสชาติดี เนื้ออร่อย กลิ่นหอม คือปลาสลิดบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งนิยมเลี้ยงในเชิงพาณิชย์มาก่อนโดยภูมิปัญญาของ ชาวอำเภอบางบ่อ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว และได้ขยายพื้นที่เลี้ยงไปทั่วจังหวัดสมุทรปราการ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วไป เนื่องจากผู้เลี้ยงปลาสลิดในอำเภอบางบ่อ เป็นผู้แปรรูปปลาสลิดสดเป็นปลาสลิดหอม จากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีจังหวัดไหนผลิตปลาสลิดหอมได้รสชาติดี เหมือนกับปลาสลิดหอมของอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ



ปลาสลิดบางบ่อ
การที่อำเภอบางบ่อเลี้ยงปลาสลิดได้ผลดีเพราะว่า สภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม คือ น้ำกร่อยและมีพันธุ์หญ้าเฉพาะถิ่น เช่นหญ้าทรงกระเทียม หญ้าแพรกน้ำเค็ม หญ้าปล้อง พันธุ์หญ้าเหล่านี้ จะช่วยทำให้ สีน้ำได้ดี เหมาะกับการเกิดของไรแดง แพงค์ตอนสัตว์ ตะไคร่น้ำ ซึ่งเป็นอาหารที่ดีสำหรับปลาสลิด ทำให้การเลี้ยงปลาสลิด โตเร็ว เนื้อแน่น สันหนา ตัวแบนอ้วน ซึ่งจะสมบูรณ์มากในช่วง เดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ เป็นเวลาที่ปลาสลิดอ้วนมัน เหมาะกับการบริโภคมากที่สุด และชาวอำเภอบางบ่อ ได้แปรรูปปลาสลิดเองจนได้สูตรขึ้นมา จึงมีชื่อเสียง ไปทั่วประเทศ รวมทั้งต่างประเทศ คือสูตรปลาสลิดหอมบางบ่อ ซึ่งจะเป็นสิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยต่อไป


ที่มาของข้อมูล :
http://finalproject5704214.blogspot.com/p/blog-page.html
วันที่สืบค้น 4/6/2561

สมาชิกในกลุ่ม





สมาชิกในกลุ่ม




นางสาวรัฐธมนต์  นาคสมบูรณ์ เลขที่ 17


นางสาวชวัลรัตน์  ปานทอง  เลขที่ 23


นางสาวพรรณราย กตัญญสูตร์ เลขที่ 28

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2